ข่าวเศรษฐกิจ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ายังไม่ได้ข้อสรุปแนวทางการต่อสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยซึ่งจะหมดอายุในปี 2565 โดยผู้รับสัมปทานเดิม อาทิ เชฟรอน และ ปตท.สผ. เห็นว่าควรใช้ระบบสัมปทานตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 หรือ Thailand I ที่ใช้อยู่เดิม ซึ่งผู้รับสัมปทานต้องจ่ายค่าภาคหลวง 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่จำหน่าย และจ่ายภาษีเงินได้ที่ 50% ของกำไรสุทธิ ขณะที่กรมฯ ต้องการให้ใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ.2532 หรือ Thailand III ซึ่งผู้รับสัมปทานต้องเสียค่าภาคหลวงแบบขั้นบันไดตามระดับการผลิต 5-15% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่จำหน่าย และต้องจ่ายผลประโยชน์พิเศษในอัตราขั้นบันได 0-75% ของรายได้ก่อนหักภาษี ในกรณีที่มีกำไรสูงกว่าปกติ อาทิ พบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ หรือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้นมาก เป็นต้น ส่วนภาษีเงินได้อยู่ที่ 50% เท่าแบบ Thailand I ทั้งนี้ แนวทางการต่อสัมปทานให้กับผู้รับสัมปทานรายเดิมก็จะทำให้ผู้รับสัมปทานดำเนินการได้เลย เพราะมีความคุ้นเคยแหล่งปิโตรเลียมอยู่แล้ว แต่กรมฯ ต้องเจรจาเพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับภาครัฐมากที่สุด อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังศึกษาแนวทางอื่นด้วยเช่นกัน เช่น การเปิดประมูลสัมปทานใหม่ และการนำแหล่งปิโตรเลียมมาบริหารจัดการเอง (ประชาชาติธุรกิจ, 13-15 ม.ค. 2557)