ข่าวเศรษฐกิจ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีสต็อกน้ำมันปาล์มอยู่ 4 แสนตัน (เทียบกับระดับปกติที่ 2.5 แสนตัน) ส่งผลให้เกษตรกรขายผลปาล์มดิบที่ได้เฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 3.15-3.20 บาท เท่ากับต้นทุนการผลิต โดยราคาน้ำมันปาล์มเริ่มตกต่ำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 เนื่องจาก EU ลดการนำเข้า ทำให้มาเลเซียและอินโดนีเซียหันมาส่งออกในอาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดได้มีมติเร่งรัดดำเนินการ 3 มาตรการ เพื่อดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันและคลี่คลายสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน ได้แก่
1) การขยายกรอบระยะเวลาโครงการเร่งรัดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ จากเดิมสิ้นสุดเดือนตุลาคม 2561 ออกไปถึง 1 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อลดสต็อกน้ำมันปาล์มให้เข้าสู่ระดับปกติ
2) เร่งรัดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด เพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากสต็อก
3) การกำหนดวัตถุดิบและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มโรง A ต้องสกัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันให้ได้ไม่น้อยกว่า 18%
มาตรการดังกล่าวจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังมีแนวคิดจะเพิ่มเพดานสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซลสูงสุดขึ้นเป็น 7-7.5% และเรียกว่าไบโอดีเซล B7 Plus ขณะที่ฝ่ายเกษตรกรต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B10 และไบโอดีเซล B20 ให้มากขึ้น เพราะจะช่วยดูดซับสต็อกน้ำมันปาล์มได้มากกว่า (กรุงเทพธุรกิจ, 23-24 ต.ค. 2561)