ข่าวเศรษฐกิจ
บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า ในช่วง 3-5 ปีต่อจากนี้ เมกะเทรนด์ที่จะพลิกโฉมระบบนิเวศธุรกิจไทย ประกอบด้วย 1) เทรนด์บริการจัดส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนตามเทคโนโลยี 2) เทรนด์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องคิดค้นและออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เน้นถึงความสะดวกสบาย มีการบริโภคจำนวนน้อยชิ้นลง รวมถึงนำแนวคิดเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เน้นผลิตสินค้าและบริการจากวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ มาปรับรองรับความเป็นอยู่ที่ดีหรือ Healthcare Solution 3) การบริโภคที่ขยายตัว ตามนโยบายที่จะพึ่งการบริโภคในประเทศเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4) เทคโนโลยีและดิจิทัล 5) การขยายตัวของสังคมเมือง ทั้งนี้ แผนธุรกิจของเอสซีจี คือ การเร่งปรับตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าในภาคค้าปลีก บริการ และภาคโลจิสติกส์ ให้เข้าถึงและครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามเมกะเทรนด์ดังกล่าว นอกจากนี้ ล่าสุดเอสซีจีได้ร่วมทุนกับบุญถาวรกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและบริการเกี่ยวกับบ้าน รวมถึงมีแผนที่จะขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเมียนมา จากแนวโน้มการเติบโตของภาคการก่อสร้างและค้าปลีก ตลอดจนร่วมทุนกับบริษัท ยามาโตะ เอเชีย ต่อยอดธุรกิจขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ซึ่งจากแผนธุรกิจและแนวโน้มเมกะเทรนด์ดังกล่าว คาดว่าจะช่วยผลักดันธุรกิจโลจิสติกส์ของเอสซีจีให้สามารถก้าวสู่การบริการที่ครบวงจร และสร้างรายได้ให้กับบริษัทเป็นธุรกิจที่ 4 นอกเหนือจาก 3 ธุรกิจเดิม คือ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอล และแพคเกจจิ้ง (โพสต์ทูเดย์, 4 ก.ย. 2561)