ข่าวเศรษฐกิจ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการปรับโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ล่าสุดคณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจได้ประชุมร่วมกับ BOI พร้อมสรุปสาระสำคัญของการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1)ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนให้ชัดเจน ด้วยการกำหนดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม/บริการที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรม/บริการนั้นๆ ต้องมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการริเริ่มโครงการนำร่อง (Flagship Project) ที่คาดว่าจะประสบความสำเร็จขึ้นมาก่อนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็ง อาทิ นวัตกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในอนาคต ควรกำหนดเครื่องมือชี้วัดในลักษณะของผลสำเร็จของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว ไม่ใช่วัดจากข้อมูลโครงการ (Input) อาทิ มูลค่าโครงการ-มูลค่าส่งออก-การจ้างแรงงาน แบบที่ BOI ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งอาจใช้ตัวอย่างของ BOI เกาหลีใต้ที่ตั้งเป้าหมายว่า หากจะส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทใด บริษัทนั้นจะต้องกำหนดเลยว่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นให้ติดอันดับโลกภายในกี่ปี หากทำไม่ได้ก็จะลดสิทธิประโยชน์ลง นอกจากนี้ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควรเป็นแบบ “รายบริษัท” หรือ “Company Based” แทนแบบเดิมที่เป็น “Project Based” ซึ่งในทางปฏิบัติก่อให้เกิดความยุ่งยาก โดยเฉพาะในขั้นตอนการใช้สิทธิประโยชน์ของนักลงทุนและการติดตามผลการตรวจสอบโครงการ
2)บทบาทของ BOI ควรเป็นลักษณะ “บทบาทนำ” ในด้านการลงทุนในประเทศ ด้วยการเป็นศูนย์อำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จให้กับนักลงทุนอย่างแท้จริง โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของราชการและแก้ปัญหาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุน นอกจากนี้ BOI จะตัองพิจารณาสิ่งที่นักลงทุนต้องการและต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนแบบองค์รวม (Whole Package) ไม่ใช่เน้นเฉพาะเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีมากขึ้น
(ฐานเศรษฐกิจ, 29 ก.ย.-1 ต.ค. 2559)