ข่าวเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า การระบายยางในสต็อกรัฐราว 4 แสนตันให้บริษัท ไชน่าไห่หนาน รับเบอร์อินดัสตรีกรุ๊ป ของจีน แบ่งเป็น 1) ยางพาราที่รับซื้อในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ปี 2554 จำนวน 2 แสนตัน วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท และ 2) ยางพาราที่รับซื้อในโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 รวม 1.8 แสนตัน พบว่าปัจจุบันมีการส่งมอบจริงเพียง 1.7-1.8 หมื่นตัน เนื่องจากสัญญาซื้อขายยางพาราในโครงการฯ ปี 2554 กำหนดราคาซื้อขายตามชั้นคุณภาพ ซึ่งผู้ซื้ออ้างว่าคุณภาพยางเป็นเกรดต่ำมีสนิมแดงและขึ้นรา ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบชั้นคุณภาพยางของไทยระบุว่ายางไทยยังมีคุณภาพดี ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบทำให้ส่งมอบได้ล่าช้า อย่างไรก็ตาม หากส่งมอบยางในโครงการฯ ปี 2554 ได้หมดจะทำให้รัฐบาลไทยขาดทุนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพราะรับซื้อยางพารามาในราคากิโลกรัมละ 108 บาท (รวมค่าบริหารจัดการ) แต่ขายได้เฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 63 บาท (กรุงเทพธุรกิจ, 8 ก.ย. 2558)